ให้ธุรกิจโรงแรมของคุณเหนือขึ้นอีกระดับด้วย VRV ที่มาพร้อมกับระบบควบคุมส่วนกลางอัจฉริยะ Intelligent Touch Manager (ITM)

ให้ธุรกิจโรงแรมของคุณเหนือขึ้นอีกระดับด้วย VRV ที่มาพร้อมกับระบบควบคุมส่วนกลางอัจฉริยะ Intelligent Touch Manager (ITM) ให้ทุกการจัดการเป็นเรื่องง่าย

อีกทั้งยังยกระดับความ Luxury ให้กับโรงแรมด้วย VRV เพื่อโชว์การออกแบบสถาปัตยกรรมของคุณที่ดีไซน์มาอย่างสวยงาม โดยไม่มีคอมเพรสเซอร์แอร์มาบดบังทัศนียภาพ

Daikin VRV นวัตกรรมที่ทันสมัย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

📌เลือกแอร์ VRV ปรึกษาสไมล์แอร์ ได้เลย

โทร. 064-5942591

Facebook : @smileairkrabi

#เลือกที่สุดของแอร์ #เลือกไดกิ้นตัวจริงระดับโลก #อากาศเพื่อลมหายใจของคุณ
#แอร์ไดกิ้น #เครื่องปรับอากาศไดกิ้น #DaikinTH #DaikinVRV

รวม Daikin VRV Line Up รุ่นไหน เหมาะกับอาคารแบบใด มาเลือกให้เหมาะกัน!

รวม Daikin VRV Line Up รุ่นไหน เหมาะกับอาคารแบบใด มาเลือกให้เหมาะกัน!

VRV คืออะไร ?
คือระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ ที่ช่วยให้ประหยัดพื้นที่ สามารถเชื่อมต่อคอยล์เย็นได้หลายเครื่องมาพร้อมเทคโนโลยีประหยัดพลังงานขั้นสุด เหมาะสำหรับอาคารขนาดใหญ่ สำนักงาน โรงแรม
 
 
 
👉🏻 VRV 6A / VRV X :
เหมาะสำหรับอาคารที่ต้องมีการเปิด ปิดแอร์เป็นโซนๆ เช่น โซนห้องประชุม โซนออฟฟิศ ซึ่งเวลาที่ไม่ไ่ด้เปิดใช้งานทั้งชั้น ก็สามารถควบคุมให้เปิดแอร์แค่ห้องเดียวได้
👉🏻 VRV S / VRV IVS :
เหมาะสำหรับที่อยู่อาศัยที่มีขนาดใหญ่ เพิ่มพื้นที่การใช้งานให้รองรับทั้งครอบครัว เช่น เพิ่มโซนพักผ่อน Outdoor และยังตกแต่งได้สนุกกว่า ไม่มีคอยล์ร้อนรกกวนใจ
👉🏻 VRV MAX :
เหมาะสำหรับโรงแรม รีสอร์ท หรือพื้นที่ติดทะเล เพราะมีประสิทธิภาพป้องกันการกัดกร่อนดีเยี่ยม สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า คุ้มค่าแก่การลงทุน
มองหาระบบแอร์ที่ทั้งประหยัดพื้นที่ ประหยัดพลังงาน ประหยัดเงิน ต้อง Daikin VRV เลย!
9 วิธีประหยัดแอร์

ดูเหมือนในช่วงเวลานี้ทุกคนจะเผชิญกับปัญหาเดียวกันนั่นคืออากาศร้อนอบอ้าว ยิ่งอากาศร้อนเท่าไรเครื่องปรับอากาศหรือแอร์นั้นกลับยิ่งขายดี แม้จะมีตัวเลือกให้ความเย็นไม่ว่าจะเป็นพัดลมไอน้ำ พัดลมไอเย็น หรือแอร์แบบเคลื่อนที่ แต่เครื่องปรับอากาศก็แทบจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนมักนึกถึง

แต่แน่นอนว่าเมื่อเราเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ ยิ่งเปิดมาก เปิดบ่อยเท่าไร ค่าไฟก็สูงขึ้นจนไม่อยากคิด ดังนั้นหากต้องการใช้แอร์อย่างเย็นใจก็ต้องประหยัด เพราะแอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงถึงร้อยละ 40 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เราจึงนำเคล็ดลับ 9 วิธี การใช้แอร์อย่างประหยัดมาให้ไปทดลองทำตามกัน

1.ล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง ควรมีการถอดล้างภายในโดยช่างผู้ชำนาญงาน เพื่อให้แอร์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานและประหยัดค่าไฟฟ้าได้

2.กันร้อนให้คอมเพรสเซอร์ เจ้าของแอร์ส่วนใหญ่มองข้ามความสำคัญของคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ติดตั้งอยู่ภายนอก โดยนำคอมเพรสเซอร์ไปวางไว้ในที่ๆ ไม่เหมาะสม เช่นวางบนดาดฟ้า วางบนพื้นซีเมนต์กลางแดด หรือวางในที่ลมถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหนักซึ่งจะลดทอนประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ลงทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงควรคอมเพรสเซอร์ไว้ในร่มและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือจะวางกระถางต้นไม้ไว้ใกล้ๆ เพื่อช่วยบังแดด การตั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ควรตั้งห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 15-20 %

3. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส พร้อมกับเปิดพัดลมตัวเล็กๆ ให้มีลมพัดผ่านร่างกาย ก็สามารถรู้สึกเย็นได้และจะประหยัดไฟได้ถึง 10-30%

4.ไม่นำความชื้นเข้าห้อง สำหรับเมืองไทยพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศนั้นมีแค่ 30 % เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 70 % เป็นการใช้เพื่อทำให้อากาศในห้องนั้นแห้งลง ดังนั้นหากต้องการให้แอร์ทำงานน้อยก็อย่าเอาของที่มีความชื้นเข้าไปไว้ในห้องที่ปรับอากาศเช่นกระถางต้นไม้ การตากผ้า หรือทำบานเกล็ดระบายอากาศของประตูห้องน้ำในห้อง

 

5.หลีกเลี่ยงการนำเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว หรือภาชนะที่มีผิวหน้าร้อนจัดเข้าห้อง เช่นเตาไฟฟ้า กระทะร้อน หม้อต้มน้ำ หม้อต้มสุกี้ แต่ควรปรุงอาหารเหล่านั้นให้เสร็จจากด้านนอกก่อนนำเข้าไปในห้องที่ปรับอากาศ หรือแม้กระทั่งการยกอาหารร้อนๆ เข้าไปทานในห้องแอร์ เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มความร้อนภายในห้องซึ่งเป็นสาเหตุให้แอร์ทำงานหนักเกินไป

6.ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ควรปิดประตูหรือหน้าต่างให้สนิทขณะเปิดแอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศร้อนชื้นจากภายนอกเข้ามา ทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้น

7.ถ่ายเทความร้อน ช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้ห้องหรือก่อนเปิดแอร์สักประมาณ 15 นาที ควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าไปแทนที่อากาศภายในห้อง ทั้งยังช่วยลดกลิ่นต่างๆ ให้น้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศซึ่งจะทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้น

8.ปิดก่อนออก ควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้องอย่างน้อย 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพราะยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่ โดยการปิดแอร์ขนาด 12,000 บีทียู เร็วขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง 1 ล้านเครื่อง จะประหยัดไฟให้ประเทศได้เดือนละ 52.50 ล้านบาท หรือ 630 ล้านบาทต่อปี

9.เปิดแอร์เท่าที่จำเป็น เลือกเปิดแอร์เฉพาะที่จำเป็นจะช่วยประหยัดได้ เช่นใช้แอร์เฉพาะในห้องนอน เป็นต้น


บริการล้างแอร์ กระบี่ ติดต่อเราได้ที่

โทร. 075-612559, 081-4640806, 0864769462

Facebook : @smileairkrabi

วิธีตรวจเช็คอาการแอร์เบื้องต้น

ถ้าแอร์เกิดอาการผิดปกติ แล้วเรารู้ถึงสาเหตุการผิดปกติเหล่านั้นก่อน น่าจะทำให้รักษาแอร์ให้อยู่กับเราได้นานขึ้น ดังนั้น เราควรจะรู้วิธีในการสังเกต และแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเบื้องต้น

1. อาการ  แอร์ไม่เย็น ( คอมเพรสเซอร์ทำงาน )

สาเหตุ

  • น้ำยาแอร์ขาด
  • แอร์สกปรก
  • คอมเพรสเซอร์ไม่มีกำลังอัด
  • มีอาการตันของระบบน้ำยา
  • การกระจายลมเย็นไม่เพียงพอ

วิธีแก้ไข

  • เติมน้ำยาเข้าระบบแรงดัน 70-80 ปอนดต่อตารางนิ้ว
  • ทำการล้างแอร์ทั้งคอย์ร้อนและคอยล์เย็นโดยปั๊มน้ำแรงดันสูง
  • ทำการเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์
  • ทำการเปลี่ยนแคปทิ้ว(ตัวฉีดน้ำยา) , ไดเออร์(ตัวกรองความชื้น)
  • และแวคคั่มระบบเติมน้ำยาใหม่
  • ปรับปรุงการจ่ายลมเย็น

2. อาการ แอร์ไม่เย็น ( คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน )

สาเหตุ

  • สวิทซ์ควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) ไม่ทำงาน
  • สายไฟขาดหรือหลวม
  • แคปสตาร์ท (Starting Capacitor) ชำรุด
  • แคปรัน (Running Capacitor) ชำรุด
  • รีเลย์ (ถ้ามี) ผิดปกติ
  • โอเวอร์โหลดตัดการทำงานหรือชำรุด
  • แรงเคลื่อนไฟฟ้าต่ำหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้าตก

วิธีแก้ไข

  • ถ้าปรับสวิทซ์ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในตำแหน่งที่เย็นกว่าอุณหภูมิห้อง แต่เครื่องยังไม่ทำงานให้เปลี่ยนเทอร์โมสตัทใหม่
  • ตรวจสอบสายไฟและขั้วต่อสายไฟต่างๆ เช่น ที่สวิทซ์และที่ขั้วสายไฟของคอมเพรสเซอร์
  • ตรวจเช็คแคปสตาร์ทถ้าชำรุดให้เปลี่ยนใหม่
  • ตรวจเช็คแคปรัน ถ้าชำรุดให้เปลี่ยนใหม่
  • ตรวจซ่อมแก้ไข หรือเปลี่ยนรีเลย์ใหม่
  • ตรวจดูว่าความร้อนที่คอมเพรสเซอร์สูงเกินไป หรือโอเวอร์โหลดผิดปกติหรือไม่
  • ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าและทำการแก้ไข

3. อาการ เครื่องปรับอากาศไม่ทำงาน

สาเหตุ

  • ฟิวส์ขาดหรือไม่มีฟิวส์
  • สายไฟขาดหรือหลวม
  • แรงเคลื่อนไฟฟ้าต่ำ หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้าตก
  • สวิทซ์ควบคุม ขัดข้องหรือชำรุด

วิธีแก้ไข

  • เปลี่ยนหรือใส่ฟิวส์ใหม่
  • ตรวจหาตำแหน่งที่ไฟฟ้าเกิดลัดวงจร
  • ตรวจวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่สายไฟก่อนเข้าตัวสวิทซ์ ถ้าวัดแล้วมีแรงเคลื่อนถูกต้องแต่แรงเคลื่อนที่ผ่านออกจากตัวสวิทซ์มีค่าน้อยกว่า หรือไม่ถูกต้องให้เปลี่ยนสวิทซ์ใหม่

4. อาการ พัดลมทำงานมีเสียงดัง (คอยล์ร้อนเสียงดัง)

สาเหตุ

  • พัดลมมีสิ่งแปลกปลอมหรือกระทบกับสิ่งอื่น
  • พัดลมหรือมอเตอร์พัดลดหลวมหรือชำรุด
  • ใบพัดบิดเบี้ยวไม่สมดุลย์
  • แมกเนติกเสื่อม

วิธีแก้ไข

  • ตรวจสอบตำแหน่ง และช่องว่างของพัดลมและหาสิ่งแปลกปลอม
  • ตรวจและขันพัดลมให้แน่นกับเพลา
  • ตรวจสอบการบิดเบี้ยวของใบพัด ถ้าชำรุดให้เปลี่ยนใหม่
  • ทำการเปลี่ยนแมกเนติก

5. อาการ น้ำหยดที่คอยล์เย็น

สาเหตุ

  • แอร์สกปรก
  • ข้อต่อท่อน้ำทิ้งหลุด
  • ท่อน้ำทิ้งตัน
  • ติดตั้งเครื่องเป่าลมเย็นไม่ได้ระดับ
  • ถาดน้ำทิ้งมีรอยรั่ว หรือมีน้ำรั่วจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ

วิธีแก้ไข

  • ทำการล้างแอร์ด้วยปั๊มแรงดันสูง
  • ทำการตรวจเช็คหาจุดที่หลุด
  • ทำการฉีดไล่ด้วยปั๊มแรงดันสูง หรือ ทำการตัดคอยล์เย็นลงมาทำการถอดชิ้นส่วนและฉีดล้าง ติดตั้งเครื่องให้ได้ระดับและทำให้ถาดน้ำลาดลงไปตามทิศทางการไหล
  • ใช้วัสดุอุดรอยรั่ว

6. อาการ แอร์มีกลิ่นอับชื้น

สาเหตุ

  • ในห้องมีความชื้นสูง
  • แอร์สกปรก
  • เดินท่อน้ำทิ้งไปตรงกับท่อระบายน้ำ

วิธีแก้ไข

  • ตั้งโหมดลดความชื้นที่รีโมต
  • ทำการล้างแอร์ด้วยปั๊มแรงดันสูง
  • ทำการเปลี่ยนตำแหน่งใหม่

7. อาการ ตัวเครื่องสั่นและมีเสียงลมดังผิดปกติ

สาเหตุ

  • ท่อน้ำยาด้านดูดและด้านส่งสัมผัสกัน
  • น๊อต หรือสกรู ยึดคอมเพรสเซอร์ ฝาครอบเครื่องหรือแคปหลวม
  • ใบพัดลมบิดงอ หรือหลวม
  • พัดลมมอเตอร์ เคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ตั้ง เนื่องจากจุดที่จับยึดหลวม

วิธีแก้ไข

  • ดัดท่อให้เกิดช่องว่างระหว่างท่อทางด้านดูด และท่อทางด้านส่ง
  • ขันน๊อต หรือสกรูให้แน่น
  • เปลี่ยนพัดลม
  • ตรวจตำแหน่งให้ถูกต้อง  และขันน๊อตที่ล็อคให้แน่น

8. อาการ คอมเพรสเซอร์สตาร์ทไม่ออก (ถ้าปล่อยไว้นานคอมเพรสเซอร์จะไหม้)

สาเหตุ

  • ต่อวงจรไฟฟ้าไม่ถูกต้อง
  • ไฟที่จ่ายไปยังเครื่องมีแรงเคลื่อนต่ำ (หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้าตก)
  • แคปรัน (Run Capacitor) เสียหายขัดข้อง
  • มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ไหม้
  • กลไกภายในคอมเพรสเซอร์ขัดข้อง

วิธีแก้ไข

  • ตรวจเช็คและต่อวงจรไฟฟ้าใหม่
  • ค้นหาสาเหตุและแนวทางป้องกันแก้ไขให้ถูกต้อง
  • ค้นหาสาเหตุและแก้ไขแล้วเปลี่ยนแคปรันใหม่
  • เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์

9. อาการ บานสวิงที่คอยล์เย็นไม่ทำงาน

สาเหตุ

  • มอเตอร์สวิงเสีย
  • ขาบานสวิงหัก
  • แผงควบคุมเสีย

วิธีแก้ไข

  • ทำการเปลี่ยนมอเตอร์สวิง
  • ทำการเปลี่ยนขาบานสวิง
  • ทำการเปลี่ยนหรือส่งซ่อมที่ศูนย์บริการของผู้ผลิต

10. อาการ คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน (คอมเพรสเซอร์ไม่มีเสียง)

สาเหตุ

  • สวิทซ์ของเครื่องปรับอากาศยังไม่ได้เปิดหรือเปิดไม่ครบถ้วน (บางตัวอยู่ในตำแหน่ง OFF)
  • ไม่มีฟิวส์ หรือฟิวส์ขาด
  • โอเวอร์โหลดตัดวงจร (Trips)
  • ระบบควบคุมการทำงานของเครื่อง เช่น รีโมทคอนโทรลมีปัญหาขัดข้อง
  • ปรับตั้งเทอร์โมสตัทที่อุณหภูมิสูงเกินไป ทำให้เทอร์โมสตัทตัด
  • ติดตั้งเทอร์โมสตัทหรือชุดควบคุมอุณหภูมิในตำแหน่งที่โดนลมเย็นจากเครื่องเป่าลมเย็นโดยตรง
  • วงจรไฟฟ้าไม่ถูกต้องหรือเกิดการลัดวงจร

วิธีแก้ไข

  • ปิดสวิทซ์ที่จ่ายไฟให้เครื่องปรับอากาศให้ครบทุกตัว (สับสวิทซ์ให้อยู่ในตำแหน่ง ON)
  • ใส่หรือเปลี่ยนฟิวส์
  • ตรวจเช็คระบบไฟฟ้าเพื่อหาสาเหตุของการตัดวงจรแล้วแก้ไขให้เรียบร้อย
  • เปลี่ยนหรือซ่อมแก้ไขระบบควบคุมการทำงานของเครื่อง
  • ปรับตั้งเทอร์โมสตัทให้อุณหภูมิทำความเย็นต่ำลง
  • เปลี่ยนตำแหน่งติดตั้งเทอร์โมสตัทหรือชุดควบคุมอุณหภูมิใหม่ให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่โดนลมเย็น
  • ตรวจเช็คและต่อวงจรไฟฟ้าใหม่

11. อาการ คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงานและโอเวอร์โหลดตัดวงจร

สาเหตุ

  • ต่อวงจรไฟฟ้าไม่ถูกต้อง
  • ไฟที่จ่ายไปยังเครื่องมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าต่ำ (หรือมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าตก)
  • มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ไหม้

วิธีแก้ไข

  • ตรวจเช็ควงจรไฟฟ้าใหม่และแก้ไขให้ถูกต้อง
  • ค้นหาสาเหตุและหาแนวทางป้องกันแก้ไขให้ถูกต้อง
  • เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์

12. อาการ โอเวอร์โหลดตัดวงจรและคอมเพรสเซอร์หยุดทำงานหลังจากที่เริ่มสตาร์ทใหม่ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

สาเหตุ

  • มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านโอเวอร์โหลดมากเกินไป
  • มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าตก
  • โอเวอร์โหลดขัดข้อง
  • แคปรัน (Run Capacitor) เสียหาย ขัดข้อง
  • คอมเพรสเซอร์ร้อนจัด
  • คอมเพรสเซอร์ไหม้

วิธีแก้ไข

  • ตรวจเช็ควงจรไฟฟ้า มอเตอร์พัดลม การต่อสายไฟและขนาดของโอเวอร์โหลดให้ถูกต้อง
  • ค้นหาสาเหตุและทำการแก้ไข
  • ตรวจเช็คกระแสไฟฟ้าและเปลี่ยนโอเวอร์โหลด
  • ค้นหาสาเหตุและเปลี่ยนแคปรันใหม่
  • ตรวจวัดสารทำความเย็น (มีการรั่วหรือไม่) ถ้าจำเป็นให้เพิ่มเติมแล้วตรวจสอบซุปเปอร์ฮีท
  • เปลี่ยนคอมเพรสเซอร์

13. อาการ แคปรัน (Run Capacitor) ขาด ลัดวงจร

สาเหตุ

  • ใช้ขนาดความจุไม่ถูกต้อง
  • แรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงผิดปกติ (มากกว่า 110% ของแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงสุด)

วิธีแก้ไข

  • เปลี่ยนแคปรันให้มีขนาดความจุที่ถูกต้อง
  • หาสาเหตุและแก้ไขให้ถูกต้อง

14. อาการ ท่อน้ำยาด้านดูดมีน้ำหรือเกล็ดน้ำแข็งเกาะ

สาเหตุ

  • พัดลมของแฟนคอยล์ยูนิตไม่ทำงาน
  • มีสารทำความเย็นระบบมากเกินไป

วิธีแก้ไข

  • หาสาเหตุและซ่อมแก้ไข
  • ปล่อยสารทำความเย็นออกจากระบบแล้วตรวจสอบซุปเปอร์ฮีท

15. อาการ ท่อน้ำยาด้านส่งมีน้ำหรือน้ำแข็งเกาะ (เฉพาะเครื่องรุ่นที่ฉีดน้ำยาที่แฟนคอยล์ ยูนิต)

สาเหตุ

  • อุปกรณ์กำจัดความชื้นและไส้กรองตัน
  • เซอร์วิสวาล์วด้านส่งเปิดไม่สุด

วิธีแก้ไข

  • เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่
  • เปิดวาล์วให้สุด

16. อาการ ความดันท่อน้ำยาทางด้านดูดและทางด้านส่งต่ำกว่าปกติ

สาเหตุ

  • สารทำความเย็นในระบบมีน้อย
  • วาล์วคอมเพรสเซอร์รั่วหรือชำรุด

วิธีแก้ไข

  • ตรวจรอยรั่วของระบบ ทำการแก้ไขและเติมสารทำความเย็นเข้าไปใหม่ให้ได้ปริมาณที่ถูกต้องแล้วทำการตรวจสอบซุปเปอร์ฮีท
  • เปลี่ยนวาล์วคอมเพรสเซอร์

17. อาการ รีโมตไม่ทำงาน

สาเหตุ

  • ถ่านหมด
  • ตัวรับสัญญาณเสีย
  • รีโมตเสีย
  • กะเปาะวัดอุณหภูมืเสีย

วิธีแก้ไข

  • ทำการเปลี่ยนถ่าน
  • ทำการเปลี่ยนหรือส่งซ่อมที่ศูนย์บริการของผู้ผลิต
  • ทำการเปลี่ยนรีโมต
  • ทำการเปลี่ยนกะเปาะวัดอุณหภูมื
หลักการทำความเย็นของแอร์

หลักการทำความเย็นเครื่องปรับอากาศ เราควรทราบก่อนว่า ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบการทำการความเย็น (Refrigeration Cycle) มีอะไรบ้าง

  1. คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ของแอร์ แอร์บ้าน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสารทำความเย็นหรือน้ำยา (Refrigerant) ในระบบ โดยทำให้สารทำความเย็นมีอุณหภูมิ และความดันสูงขึ้น
  2. คอยล์ร้อน (Condenser) ทำหน้าที่ระบายความร้อนของสารทำความเย็น
  3. คอยล์เย็น (Evaporator) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น
  4. อุปกรณ์ลดความดัน (Throttling Device) ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของสาร ทำความเย็น โดยทั่วไปจะใช้เป็น แค็ปพิลลารี่ทิ้วบ์ (Capillary tube) หรือ เอ็กสแปนชั่นวาล์ว (Expansion Valve)

ระบบการทำความเย็นที่เรากำลังกล่าวถึงคือระบบอัดไอ (Vapor-Compression Cycle) ซึ่งมีหลักการทำงานง่ายๆ คือ การทำให้สารทำความเย็น หรือ น้ำยา ไหลวนไปตามระบบ โดยผ่านส่วนประกอบหลักทั้ง 4 อย่างต่อเนื่องเป็น วัฏจักรการทำความเย็น (Refrigeration Cycle) โดยมีกระบวนการดังนี้

  1. คอมเพรสเซอร์จะทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็นเพื่อเพิ่มความดันและอุณหภูมิของน้ำยา แล้วส่งต่อเข้าคอยล์ร้อน
  2. น้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อนโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้น้ำยาจะที่ออกจากคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลง (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งต่อให้อุปกรณ์ลดความดัน
  3. น้ำยาที่ไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดันจะมีความดันและอุณหภูมิที่ต่ำมาก แล้วไหลเข้าสู่คอยล์เย็น (หรือที่นิยมเรียกกันว่า การฉีดน้ำยา)
  4. จากนั้นน้ำยาจะไหลวนผ่านแผงคอยล์เย็นโดยมีพัดลมเป่าเพื่อช่วยดูดซับความร้อนจากภายในห้อง เพื่อทำให้อุณหภูมิห้องลดลง ซึ่งทำให้น้ำยาที่ออกจากคอยล์เย็นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น (ความดันคงที่) จากนั้นจะถูกส่งกลับเข้าคอมเพรสเซอร์เพื่อทำการหมุนเวียนน้ำยาต่อไป

หลังจากที่เรารู้การทำงานของวัฏจักรการทำความเย็นแล้วก็พอจะสรุปง่ายๆ ได้ดังนี้

  • สารทำความเย็นหรือน้ำยา ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดูดเอาความร้อนภายในห้อง  ออกมานอกห้อง  จากนั้นน้ำยาจะถูกทำให้เย็นอีกครั้งแล้วส่งกลับเข้าห้องเพื่อดูดซับความร้อนอีก โดยกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดการทำงานของคอมเพรสเซอร์
  • คอมเพรสเซอร์เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวในระบบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนน้ำยาผ่านส่วนประกอบหลัก คือคอยล์ร้อน อุปกรณ์ลดความดัน และคอยล์เย็น โดยจะเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงเกินอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ และจะหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ ดังนั้นคอมเพรสเซอร์จะเริ่ม และหยุดทำงานอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิห้องให้สม่ำเสมอตามที่เราต้องการ

สั่งซื้อ ติดตั้งแอร์ ติดต่อเราได้ที่

โทร. 075-612559, 081-4640806, 0864769462

Facebook : @smileairkrabi

ปรับแอร์ให้เย็นอย่างถูกวิธี

อีกหนึ่งช่องทางในการประหยัดค่าไฟในหน้าร้อน ซึ่งเป็นปัญหาเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม โดยวันนี้จะมาแนะนำเทคนิคการปรับแอร์ให้ถูกวิธี  หมดปัญหาเรื่องแอร์เย็นช้า หรือแอร์ไม่เย็น และที่สำคัญก็คือ การที่เราปรับแอร์อย่างถูกวิธีนั้น ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยประหยัดค่าไฟได้ดีเลยทีเดียว

1.Auto Mode

โหมดการทำงานแรกที่เราจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ Auto Mode ซึ่งเป็นโหมดที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะเป็นโหมดที่ใช้งานง่าย เรียกได้ว่าเราใช้โหมดนี้แล้วแทบไม่ต้องไปปรับอะไรเพิ่มเลย โดยการทำงานของโหมดนี้ก็คือแอร์จะทำงานโดยอัตโนมัติ ทั้งเซ็นเซอร์ อุณหภูมิ ความเร็วของพัดลม ก็จะถูกปรับไปตามการวิเคราะห์จากการทำงานนั่นเอง โดยโหมดนี้เหมาะสำหรับสำนักงาน ห้างร้านต่างๆ นิยมใช้ เพราะแอร์จะทำงานโดยอัตโนมัติ โดยวิเคราะห์ผลจากหลายๆ ปัจจัย เช่น จำนวนคน สภาพอากาศภายนอก รวมถึงสภาพอากาศภายในห้องด้วย

ข้อดีของการใช้โหมดนี้ก็คือ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรนัก ปล่อยให้แอร์ทำงานเอง เหมาะสำหรับในห้องที่มีคนอยู่เยอะ มีการเข้าออกบ่อย แต่ถ้าคุณอยู่ในห้องทำงานคนเดียว หรือมีจำนวนคนไม่เยอะเท่าไหร่ก็ไม่แนะนำให้ใช้โหมดนี้ เพราะอัตราการกินไฟก็เรียกได้ว่าเยอะพอสมควร

2.Cool Mode

โหมดต่อมาที่กำลังจะพูดถึงก็คือ Cool Mode หรือโหมดทำความเย็นนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นโหมดที่หลายๆ บ้านเลือกใช้เช่นกัน เพราะเป็นโหมดที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา การทำงานของแอร์คือจะทำงานตามอุณหภูมิที่เรากำหนด เช่นถ้าเราตั้งไว้ที่ 25 องศา แอร์ก็จะทำงานที่ 25 องศาโดยค่อยๆ ทำอุณหภูมิอย่างช้าๆ เมื่อถึงองศาที่เราตั้งไว้แอร์ก็จะอยู่ในสภาวะที่หยุดทำงานหรือที่เราเรียกกันว่าแอร์ตัดนั่นเอง

โหมดนี้เหมาะสำหรับห้องทั่วไป เช่นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ข้อดีคือเราสามารถเลือกอุณหภูมิได้เองตามใจชอบ แต่จะมีอัตราการกินไฟมากกว่า Auto Mode ในกรณีที่มีอากาศร้อนจัดเพราะแอร์ต้องทำงานตามอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ จนบางครั้งแอร์ต้องแบกรับภาระหนักจนเกินไปทำให้มีอัตราการกินไฟที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่เทคนิคที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ Cool Mode ก็คือ ปรับอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศาหรือสูงกว่านี้ จะทำให้แอร์ทำงานในสภาวะปกติ คือไม่ทำงานหนักจนเกินไป หากจำเป็นต้องปรับอุณหภูมิให้ต่ำกว่านี้แนะนำให้ปรับเป็น Auto Mode จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

3.Dry Mode

โหมดต่อมาที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ Dry Mode หรือโหมดลดความชื้นนั่นเอง โดยเมื่อเปิดโหมดนี้เราจะทำอะไรกับแอร์ไม่ได้เลย แอร์จะทำงานอย่างเดียวโดยที่หน้าปัดรีโมทแอร์ก็จะไม่มีแม้แต่ตัวเลขแสดงอุณหภูมิ แต่จะเป็นสัญลักษณ์หยดน้ำเท่านั้น เพราะว่า หลักการทำงานของโหมดนี้ก็คือ แอร์จะทำหน้าที่ลดความชื้นของห้องเท่านั้น โดยจะเอาความความชื้นในอากาศดูดเข้าไปในเครื่องและกลั่นตัวเป็นไอน้ำปล่อยทิ้งตามท่อ โหมดนี้แอร์จะทำงานไม่หนักเท่าไร มีอัตราการกินไฟต่ำ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ห้องเย็นได้เช่นกัน ดังนั้น โหมดนี้เหมาะกับห้องที่มีความจำเป็นต้องไล่ความชื้นออกเท่านั้น สำหรับห้องที่อยู่อาศัยไม่จำเป็นต้องใช้โหมดนี้

4. Fan Mode

โหมดพัดลมนั่นเอง ขยายความให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ถ้าใช้งานโหมดนี้ แอร์จะทำหน้าที่เหมือนกับพัดลมทั่วไป โดยอุณหภูมิที่ตั้งไว้จะไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าแอร์จะไม่ทำความเย็น ดงนั้นอัตราการกินไฟจึงต่ำ เมื่อเท่ากับ Auto Mode หรือ Cool Mode แต่ก็ทำงานเป็นเพียงพัดลมเท่านั้น สำหรับในช่วงที่มีอากาศร้อน ไม่แนะนำให้ใช้เพราะจะไม่ช่วยให้ห้องเย็นขึ้นเท่านั้น ในกรณีที่ต้องใช้โหมดนี้ควรใช้ในช่วงที่อากาศกำลังเย็นๆ แต่อยากได้ความเย็นเพิ่มก็ให้เปิดแอร์ในโหมด Fan ก็จะทำให้ห้องของเราเย็นขึ้นนั่นเอง พูดง่ายๆ คือ เหมือนเปิดพัดลมเพิ่มมาอีกตัวนึง

แต่ข้อดีของ Fan Mode ก็คือ ในช่วงเวลาที่แอร์ของเรามีกลิ่นอับ กลิ่นเหม็นในตัวเครื่อง ก็สามารถเปิด Fan โหมดทิ้งไว้เพื่อให้ไล่กลิ่นออกมาจากตัวเครื่อง และ Fan Mode ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของคอยเย็นได้อีกด้วย โดยเมื่อเปิด Fan Mode ทิ้งไว้ ลมจะช่วยเป่าคอยเย็นให้ลดความชื้นสะสม ทำให้คอยเย็นทำงานไม่หนักนั่นเอง ช่วยลดการเกิดปัญหา แอร์เย็นช้า หรือแอร์ไม่เย็นได้เป็นอย่างดี

5.Smart Saving Mode

ต้องออกตัวก่อนเลยว่า โหมดนี้จะมีเฉพาะแอร์ในบางรุ่นเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นโหมดที่ประหยัดสุดๆโดยการทำงานของแอร์จะเป็นไปใน Cool Mode คือทำงานตามอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ แต่จะถูกสั่งการให้ทำงานช้าลง ทำงานแบบไม่กระชาก เมื่อเปิดโหมดนี้เราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงแอร์เท่าไหร่ แต่ข้อเสียก็คืออาจจะทำให้แอร์เย็นช้า แต่ก็ประหยัดไฟได้มากสุดๆ เหมาะสำหรับห้องที่ต้องเปิดแอร์ทั้งวัน

บริการล้างแอร์ ซ่อมบำรุง ติดต่อเรา

โทร. 075-612559, 081-4640806, 0864769462

Facebook : @smileairkrabi

เคล็ดลับกำจัดกลิ่นเหม็นอับจากแอร์

เคล็ดลับกำจัดกลิ่นเหม็นอับจากแอร์

อากาศสุดแสนเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ กลับมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ อย่างเช่น กลิ่นเหม็นอับ ที่แทรกตัวเข้ามาปะปนในอากาศด้วย! … อั้ยหยา! แบบนี้ต้องรีบกำจัดอย่างเร่งด่วน ก่อนอื่นกดรีโมทเพื่อปิดเครื่องปรับอากาศ สับเบรกเกอร์ลงเพื่อความปลอดภัย แล้วเรามาลุยกัน!

1. ถอดแผ่นกรองอากาศไปล้าง

หากแอร์ถูกเปิดใช้งานเป็นประจำ แผ่นกรองอากาศก็ยิ่งสกปรกมากขึ้นตามไปด้วย! ให้เพื่อนๆ ถอดแผ่นกรองอากาศออกไปทำความสะอาดบ้าง โดยการฉีดล้างด้วยน้ำเปล่า หรืออาจใช้น้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกแบบผสมเจือจางมาช่วยในการทำความสะอาด เมื่อเสร็จแล้วผึ่งลมให้แห้ง โดยหลีกเลี่ยงการทำให้แห้งด้วยแสงแดด เพราะอาจทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดได้

2. ฉีดสเปรย์ล้างแอร์เข้าที่แผงคอยล์เย็น

ทำความสะอาดกำจัดกลิ่นอับเข้าไปอีกชั้น โดยใช้สเปรย์สำหรับล้างแอร์ ฉีดให้ทั่วแผงคอยล์เย็น แล้วปล่อยให้โฟมทำความสะอาดประมาณ 15 นาที สิ่งสกปรกต่างๆ จะไหลลงมาพร้อมโฟมทางท่อน้ำทิ้ง ใช้กระบอกฉีดน้ำ ฉีดน้ำเปล่าเพื่อล้างแผงคอลย์เย็นอีกครั้ง แล้วปล่อยให้แผงคอยล์เย็นแห้งสนิท ก่อนเริ่มใช้งานใหม่อีกครั้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง

3. กำจัดเมือกในถาดน้ำทิ้ง

หากแอร์ยังมีกลิ่นเหม็นอับอยู่ ต้องลองดูในถาดน้ำทิ้ง! เพราะถาดน้ำทิ้งของแอร์บางเครื่อง เต็มไปด้วยเมือก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลิ่นอับ! ถอดออกมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ หรืออะไรก็ตามที่มีกรดไฮโดรคลอริคซะ … เมือกตัวร้าย ต้องกำจัด!

4. ย้ายตำแหน่งท่อน้ำทิ้ง ออกจากท่อระบายน้ำ

ในบางกรณีกลิ่นเหม็นอับก็เกิดจากอากาศที่ไหลย้อนขึ้นมาทางท่อน้ำทิ้ง โดยเฉพาะท่อน้ำทิ้งที่ต่อตรงเข้ากับท่อระบายน้ำ ทำให้กลิ่นถูกดูดย้อนขึ้นมาได้ แก้ไขโดยให้ย้ายตำแหน่งของท่อน้ำทิ้ง ออกห่างจากท่อระบายน้ำซะ!

บริการล้างแอร์ ซ่อมบำรุง ติดต่อเรา

โทร. 075-612559, 081-4640806, 0864769462

Facebook : @smileairkrabi

วิธีการเลือกซื้อแอร์

การเลือกซื้อแอร์ให้เหมาะกับห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือห้องทำงาน นั้น จะทำให้แอร์ไม่ทำงานหนักจนเกินไปและประหยัดพลังงานในการทำงาน

1. เลือกประเภทแอร์ให้เหมาะกับสถานที่และการใช้งาน

สำหรับแอร์หรือเครื่องปรับอากาศนั้น เรียกได้ว่ามีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร  โดยแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งหากเลือกไม่เหมาะกับการใช้งานอาจส่งผลเสียต่อเครื่องปรับอากาศ และ ทำให้เปลืองพลังงานกันอีกด้วย  โดยหลักๆ แล้วเครื่องปรับอากาศ จะแบบออกเป็น  4 ประเภท ด้วยกัน คือ 

 

  1. แอร์แบบติดผนัง (Wall type)
  2. แอร์แบบตั้ง/แขวน (Ceiling/floor type)

  3. แอร์แบบตู้ตั้ง ( Package type)

  4. แอร์แบบฝังเพดาน ( Built-in type)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้

2. เลือกขนาดให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละห้อง

สำหรับการเลือกซื้อแอร์นั้น อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ขนาดของห้อง  เพราะเมื่อเราทราบขนาดของห้องที่ชัดเจน จะทำให้ง่ายต่อการเลือกขนาดของแอร์ และ การคิดค่า BTU  เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานและช่วยประหยัดพลังงาน

BTU  คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ  โดยย่อมาจากคำว่า British Thermal Unit   ซึ่ง  1 ตันความเย็น จะเท่ากับ 12000 BTU ต่อชั่วโมง  ฉะนั้นการเลือก BTU ย่อมมีความสำคัญ เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับการประหยัดพลังและอายุการใช้งานของแอร์

แอร์ที่มี BTU สูงเกินไปนั้น จะทำให้การทำงานของคอมเพรสเซอร์ตัดบ่อย เนื่องจากมีการทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ประสิทธื์ภายในการทำงานลดน้อยลง  และยังส่งผลให้มีความชื้นภายในห้องสูง อาจทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยป่วยหรือไม่สบายได้ อีกทั้งยังทำให้เปลืองพลังงานอีกด้วยค่ะ

แอร์ที่มี BTU ต่ำเกินไปนั้น ก็จะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลาและหนักจนเกินไป  เพราะอุณหภูมิความเย็นไม่ตรงตามที่ตั้งหรือกำหนดไว้  ซึ่งจะส่งผลทำให้แอร์เสียได้ง่าย และ เปลืองพลังงานค่ะ

3. เลือกแบบประหยัดพลังงาน

 

สำหรับการเลือกซื้อแอร์ แนะนำว่าควรเลือกสินค้าที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5  เพราะนั้นหมายถึง คุณภาพในการใช้พลังงานที่คุ้มค่าที่สุด  ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานและประหยัดค่าใช้จ่ายได้นั้นเองค่ะ

4. เลือกและเปรียบเทียบคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

 

อย่างที่ได้เกริ่นไปในข้างต้น ว่าเแอร์หรือเครื่องปรับอากาศนั้น มีมากมายหลายแบบ ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยเช่นกัน อาทิ เทคโนโลยีการฟอกอากาศ,  เทคโนโลยีควบคุมความเย็นอัตโนมัติ  เป็นต้น

 

โดยก่อนที่เพื่อนๆ จะซื้อแอร์สักเครื่องนั้น ควรมีการเปรียบเทียบ รุ่น  ยี่ห้อ คุณสมบัติพิเศษ และ เทคโนโลยี ต่างๆ  เสียก่อน  เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด และคุ้มค่า แต่ต้องคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลักกันด้วยนะคะ

สั่งซื้อแอร์ ติดต่อเราได้ที่

โทร. 075-612559, 081-4640806, 0864769462

Facebook : @smileairkrabi

กี่เดือนถึงจะต้องล้างแอร์?

สภาพอากาศร้อนอย่างบ้านเรา เชื่อว่าหลายๆ บ้านต้องใช้เครื่องปรับอากาศหรือแอร์เพื่อคลายร้อนกันแน่นอน แล้วเคยทราบมั้ยครับว่าความถี่ในการทำความสะอาดแอร์นั้น เราควรทำบ่อยแค่ไหน ? วันนี้เรามีเกล็ดความรู้เรื่องการทำความสะอาดแอร์มาฝากกันครับ

ช่างแอร์ส่วนใหญ่แนะนำให้เราล้างแอร์ทุกๆ 6 เดือน แต่บางบ้านอาจะรู้สึกว่าเพิ่งล้างแอร์ไปไม่กี่เดือน แต่แอร์ก็เริ่มไม่เย็นแล้ว ซึ่งปัจจัยในการล้างแอร์บ่อยครั้งแค่ไหน นั้นดูได้จากปัจจัยดังต่อไปนี้ครับ

  • ความถี่และระยะเวลาในการเปิดใช้งาน เพราะขณะที่แอร์กำลังทำงานอยู่นั้น แอร์จะมีการดูดอากาศเข้าไปภายในตัวเครื่องเพื่อหมุนเวียนและปล่อยลมเย็นออกมา ทำให้มีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไป และจะทำให้ตัวเครื่องระบายความเย็นได้ไม่ดีเท่าทีควร
  • ตำแหน่งที่อยู่อาศัย หากที่อยู่อาศัยติดถนน หรือใกล้สิ่งปลูกสร้าง ก็จำเป็นที่จะต้องล้างแอร์บ่อยครั้ง แนะนำให้ล้างแอร์ทุก 2-3 เดือน วิธีสังเกตให้สังเกตจากด้านหลังของคอยล์ร้อน ถ้าเริ่มมีฝุ่นจับมากก็ควรล้างทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอุดตัน

คำแนะนำ : เราสามารถทำความสะอาดแอร์เบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยการถอดแผ่นกรองอากาศด้านหน้า มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วใส่กลับคืน (ควรทำให้แห้งก่อนนำไปใส่) ซึ่งควรทำอย่างน้อย เดือนละ 2 ครั้งครับ การรักษาแผ่นกรองให้สะอาดอยู่เสมอนั้นช่วยทำให้การกระจายลมเย็นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และช่วยยืดอายุการใช้งานได้อีกด้วย