เคล็ดลับกำจัดกลิ่นเหม็นอับจากแอร์

เคล็ดลับกำจัดกลิ่นเหม็นอับจากแอร์

อากาศสุดแสนเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ กลับมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ อย่างเช่น กลิ่นเหม็นอับ ที่แทรกตัวเข้ามาปะปนในอากาศด้วย! … อั้ยหยา! แบบนี้ต้องรีบกำจัดอย่างเร่งด่วน ก่อนอื่นกดรีโมทเพื่อปิดเครื่องปรับอากาศ สับเบรกเกอร์ลงเพื่อความปลอดภัย แล้วเรามาลุยกัน!

1. ถอดแผ่นกรองอากาศไปล้าง

หากแอร์ถูกเปิดใช้งานเป็นประจำ แผ่นกรองอากาศก็ยิ่งสกปรกมากขึ้นตามไปด้วย! ให้เพื่อนๆ ถอดแผ่นกรองอากาศออกไปทำความสะอาดบ้าง โดยการฉีดล้างด้วยน้ำเปล่า หรืออาจใช้น้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกแบบผสมเจือจางมาช่วยในการทำความสะอาด เมื่อเสร็จแล้วผึ่งลมให้แห้ง โดยหลีกเลี่ยงการทำให้แห้งด้วยแสงแดด เพราะอาจทำให้พลาสติกเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดได้

2. ฉีดสเปรย์ล้างแอร์เข้าที่แผงคอยล์เย็น

ทำความสะอาดกำจัดกลิ่นอับเข้าไปอีกชั้น โดยใช้สเปรย์สำหรับล้างแอร์ ฉีดให้ทั่วแผงคอยล์เย็น แล้วปล่อยให้โฟมทำความสะอาดประมาณ 15 นาที สิ่งสกปรกต่างๆ จะไหลลงมาพร้อมโฟมทางท่อน้ำทิ้ง ใช้กระบอกฉีดน้ำ ฉีดน้ำเปล่าเพื่อล้างแผงคอลย์เย็นอีกครั้ง แล้วปล่อยให้แผงคอยล์เย็นแห้งสนิท ก่อนเริ่มใช้งานใหม่อีกครั้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง

3. กำจัดเมือกในถาดน้ำทิ้ง

หากแอร์ยังมีกลิ่นเหม็นอับอยู่ ต้องลองดูในถาดน้ำทิ้ง! เพราะถาดน้ำทิ้งของแอร์บางเครื่อง เต็มไปด้วยเมือก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลิ่นอับ! ถอดออกมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ หรืออะไรก็ตามที่มีกรดไฮโดรคลอริคซะ … เมือกตัวร้าย ต้องกำจัด!

4. ย้ายตำแหน่งท่อน้ำทิ้ง ออกจากท่อระบายน้ำ

ในบางกรณีกลิ่นเหม็นอับก็เกิดจากอากาศที่ไหลย้อนขึ้นมาทางท่อน้ำทิ้ง โดยเฉพาะท่อน้ำทิ้งที่ต่อตรงเข้ากับท่อระบายน้ำ ทำให้กลิ่นถูกดูดย้อนขึ้นมาได้ แก้ไขโดยให้ย้ายตำแหน่งของท่อน้ำทิ้ง ออกห่างจากท่อระบายน้ำซะ!

บริการล้างแอร์ ซ่อมบำรุง ติดต่อเรา

โทร. 075-612559, 081-4640806, 0864769462

Facebook : @smileairkrabi

วิธีการเลือกซื้อแอร์

การเลือกซื้อแอร์ให้เหมาะกับห้องต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือห้องทำงาน นั้น จะทำให้แอร์ไม่ทำงานหนักจนเกินไปและประหยัดพลังงานในการทำงาน

1. เลือกประเภทแอร์ให้เหมาะกับสถานที่และการใช้งาน

สำหรับแอร์หรือเครื่องปรับอากาศนั้น เรียกได้ว่ามีหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร  โดยแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งหากเลือกไม่เหมาะกับการใช้งานอาจส่งผลเสียต่อเครื่องปรับอากาศ และ ทำให้เปลืองพลังงานกันอีกด้วย  โดยหลักๆ แล้วเครื่องปรับอากาศ จะแบบออกเป็น  4 ประเภท ด้วยกัน คือ 

 

  1. แอร์แบบติดผนัง (Wall type)
  2. แอร์แบบตั้ง/แขวน (Ceiling/floor type)

  3. แอร์แบบตู้ตั้ง ( Package type)

  4. แอร์แบบฝังเพดาน ( Built-in type)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้

2. เลือกขนาดให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละห้อง

สำหรับการเลือกซื้อแอร์นั้น อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ขนาดของห้อง  เพราะเมื่อเราทราบขนาดของห้องที่ชัดเจน จะทำให้ง่ายต่อการเลือกขนาดของแอร์ และ การคิดค่า BTU  เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานและช่วยประหยัดพลังงาน

BTU  คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ  โดยย่อมาจากคำว่า British Thermal Unit   ซึ่ง  1 ตันความเย็น จะเท่ากับ 12000 BTU ต่อชั่วโมง  ฉะนั้นการเลือก BTU ย่อมมีความสำคัญ เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับการประหยัดพลังและอายุการใช้งานของแอร์

แอร์ที่มี BTU สูงเกินไปนั้น จะทำให้การทำงานของคอมเพรสเซอร์ตัดบ่อย เนื่องจากมีการทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ประสิทธื์ภายในการทำงานลดน้อยลง  และยังส่งผลให้มีความชื้นภายในห้องสูง อาจทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยป่วยหรือไม่สบายได้ อีกทั้งยังทำให้เปลืองพลังงานอีกด้วยค่ะ

แอร์ที่มี BTU ต่ำเกินไปนั้น ก็จะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลาและหนักจนเกินไป  เพราะอุณหภูมิความเย็นไม่ตรงตามที่ตั้งหรือกำหนดไว้  ซึ่งจะส่งผลทำให้แอร์เสียได้ง่าย และ เปลืองพลังงานค่ะ

3. เลือกแบบประหยัดพลังงาน

 

สำหรับการเลือกซื้อแอร์ แนะนำว่าควรเลือกสินค้าที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5  เพราะนั้นหมายถึง คุณภาพในการใช้พลังงานที่คุ้มค่าที่สุด  ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานและประหยัดค่าใช้จ่ายได้นั้นเองค่ะ

4. เลือกและเปรียบเทียบคุณสมบัติพิเศษต่างๆ

 

อย่างที่ได้เกริ่นไปในข้างต้น ว่าเแอร์หรือเครื่องปรับอากาศนั้น มีมากมายหลายแบบ ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยเช่นกัน อาทิ เทคโนโลยีการฟอกอากาศ,  เทคโนโลยีควบคุมความเย็นอัตโนมัติ  เป็นต้น

 

โดยก่อนที่เพื่อนๆ จะซื้อแอร์สักเครื่องนั้น ควรมีการเปรียบเทียบ รุ่น  ยี่ห้อ คุณสมบัติพิเศษ และ เทคโนโลยี ต่างๆ  เสียก่อน  เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด และคุ้มค่า แต่ต้องคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลักกันด้วยนะคะ

สั่งซื้อแอร์ ติดต่อเราได้ที่

โทร. 075-612559, 081-4640806, 0864769462

Facebook : @smileairkrabi